ความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1
    การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว 

    ก่อนมีแผนยุทธศาสตร์ฯ ประเทศไทยมีการดำเนินงานเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในมนุษย์มานานกว่า 20 ปี และมีการรายงานสถานการณ์แนวโน้มของการดื้อยาต้านจุลชีพในมนุษย์สู่สาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพรวมทั้งยาต้านจุลชีพตกค้างในห่วงโซ่การผลิตสัตว์เศรษฐกิจและอาหารมีการดำเนินการโดยบางหน่วยงาน แต่ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลเป็นสถานการณ์ภาพรวมของประเทศ
    หลังมีแผนยุทธศาสตร์ฯ มีการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านที่สำคัญ คือ

    (1) มีการพัฒนากรอบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งรวมทั้งยาต้านจุลชีพตกค้าง เพื่อนำไปสู่การออกแบบและเกิดระบบที่มีความสอดคล้องและสามารถนำผลการเฝ้าระวังไปใช้เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานในแต่ละภาคส่วนได้

    (2) เริ่มมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบริโภคยาต้านจุลชีพและการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว ผ่านการจัดทำรายงานการบริโภคยาต้านจุลชีพและการดื้อยาปฏิชีวนะในมนุษย์และเนื้อสัตว์ในประเทศไทย

    (3) การพัฒนาระบบข้อมูลใหม่ที่จำเป็นและเสริมสร้างศักยภาพของระบบเดิมที่มีอยู่ ทั้งในด้านสุขภาพคนและการสาธารณสุข ด้านสุขภาพสัตว์ ด้านอาหาร และด้านสิ่งแวดล้อม

  • ยุทธศาสตร์ที่ 2
    การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในภาพรวมของประเทศ

    ก่อนมีแผนยุทธศาสตร์ฯ ยาต้านจุลชีพเกือบทั้งหมดจัดอยู่ในหมวด ‘ยาอันตราย’ ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 นั่นคือ เป็นยาที่ต้องจ่ายโดยเภสัชกรโดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์ ดังนั้น ยากลุ่มนี้จึงจำหน่ายได้ในสถานพยาบาลและร้านยา และประชาชน สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้โดยง่าย ในปี 2559 มีความพยายามปรับสถานะยาต้านจุลชีพที่สำคัญให้เป็นยาควบคุมพิเศษ (ยาที่ ต้องมีใบสั่งแพทย์) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากเกิดกระแสคัดค้านเป็นวงกว้าง เพราะส่งผลกระทบต่อธุรกิจยาและมีข้อกังวลเรื่อง การเข้าถึงยาของประชาชน
    หลังมีแผนยุทธศาสตร์ฯ มีการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านที่สำคัญ คือ

    (1) เพิกถอนทะเบียนยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสม เช่น ยา colistin ชนิดรับประทาน และปรับสถานะให้ยาต้านวัณโรคและยาต้านจุลชีพชนิดฉีดเป็นยาควบคุมพิเศษ (ซึ่งเป็นไปตามแผนการปรับสถานะ ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ พ.ศ. 2561-2563 ระยะที่ 1) ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการดำเนินการในระยะที่ 2 ที่จะมีการทบทวน และ ปรับสถานะยาต้านจุลชีพชนิดรับประทาน

    (2) กำหนดให้ยาต้านจุลชีพที่มีวิธีใช้โดยการผสมในอาหารสัตว์ (medicated premix) เป็นยาควบคุมพิเศษ และแยกการควบคุมยาดังกล่าวและอาหารสัตว์ที่ผสมยา (medicated Feed) ออกจากกันอย่างชัดเจน รวมทั้ง กำหนดให้ยาต้านจุลชีพกลุ่ม quinolones, cephalosporins, macrolides และ polymyxins ที่ใช้สำหรับสัตว์เป็นยาควบคุมพิเศษ

    (3) พัฒนาระบบการเฝ้าระวังและการติดตามการบริโภคและกระจายยาต้านจุลชีพ (Thailand SAC) เพื่อติดตามสถานการณ์ การบริโภคยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์

  • ยุทธศาสตร์ที่ 3
    การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล และควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม

    ก่อนมีแผนยุทธศาสตร์ฯ แม้ว่าโรงพยาบาลหลายแห่งมีต้นทุนที่ดีในการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เช่น มีระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา ต้านจุลชีพ มีการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ และมีระบบควบคุมกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานเป็นไป อย่างแยกส่วนขึ้นอยู่กับความกระตือรือล้นของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง รวมทั้งขาดทิศทางและกลไกกลางของประเทศในการแก้ปัญหานี้ อย่างบูรณาการร่วมกัน
    หลังมีแผนยุทธศาสตร์ฯ มีการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านที่สำคัญ คือ

    (1) คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติได้เห็นชอบ ต่อแนวทางระดับนโยบายต่อการจัดการเชื้อดื้อยาในสถานพยาบาล กรอบการทำงานระดับโรงพยาบาลและกรอบการประสานงาน ระดับประเทศเพื่อแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลอย่างบูรณาการ (Integrated AMR management in hospital : IAM)

    (2) ในปี 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้นำกรอบการทำงาน IAM ไปดำเนินการในโรงพยาบาลภายใต้สังกัดจำนวน 125 แห่ง และ มีโครงการนำร่องกับโรงพยาบาลรัฐในทุกสังกัด และโรงพยาบาลเอกชนรวมทั้งสิ้น 52 แห่ง ที่จะนำร่องกรอบการทำงาน IAM

    (3) ริเริ่มการพัฒนาเครื่องมือเพื่อประเมินผลสมรรถนะของโรงพยาบาลภายใต้กรอบการทำงาน IAM และระบบการติดตาม ประเมินผลการดำเนินการ

  • ยุทธศาสตร์ที่ 4
    การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และควบคุมกำกับดูแลการใช้ยา ต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตร และสัตว์เลี้ยง

    ก่อนมีแผนยุทธศาสตร์ฯ การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเป็นประเด็น ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภาคประมง และภาคการเพาะปลูก สำหรับภาคปศุสัตว์มีความก้าวหน้าในด้านนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีการ ส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เป็นลำดับต้นๆ ของโลกทำให้การผลิตสินค้าปศุสัตว์มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การห้ามใช้ยาต้านจุลชีพทุกชนิดเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การดำเนินการในสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน ยังเป็นการรักษาและบริบาลสัตว์โดยทั่วไป ยังไม่มีระบบหรือกลไกระดับประเทศในการกำกับดูแลในเรื่องการป้องกัน และควบคุม เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม
    หลังมีแผนยุทธศาสตร์ฯ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน 4 ภาคส่วน ดังนี้

    (1) ภาคการปศุสัตว์มีการพัฒนามาตรการทางกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การควบคุมอาหารสัตว์ที่ผสมยา (medicated feed) ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพ อาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยมีสัตวแพทย์เป็นผู้ควบคุมระบบการผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยา และการส่งเสริม และพัฒนาระบบ โรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าเพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และ ตามมาตรฐานสากล รวมทั้งได้มีความร่วมมือกับภาคเอกชนดำเนินโครงการ ‘การลดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์’ ซึ่งปัจจุบัน มีฟาร์มสุกรและฟาร์มไก่เนื้อที่ผ่านการรับรองแล้ว 95 ฟาร์มทั่วประเทศ และโครงการ ‘การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ ในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ (Raised Without Antibiotics; RWA)’ ซึ่งปัจจุบันมีฟาร์มสุกรที่ผ่านการรับรองแล้ว 66 ฟาร์ม ทั่วประเทศ คิดเป็นจำนวนสุกรในระบบประมาณ 100,000 ตัว และอยู่ระหว่างการขยายผลโครงการไปยังการเลี้ยงไก่ไข่ต่อไป

    (2) ภาคการประมงมีการจัดทำแนวปฏิบัติในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การฝึกอบรมนักวิชาการ ประมงและเกษตรกรด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผลในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาบุคลากรด้านการกำกับดูแล ด้านกฎหมาย ด้านการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ และการป้องกันโรคสัตว์น้ำตามหลักการความปลอดภัยทางชีวภาพ

    (3) ภาคการ เพาะปลูก มีการศึกษาสถานการณ์ ผลกระทบ และการตกค้างของยาต้านจุลชีพจากการใช้ยาต้านจุลชีพในการป้องกันกำจัดโรคกรีนนิ่ง ในส้ม พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้มาตรการทางกายภาพ (เช่น การรื้อถอนต้นส้ม และปลูกใหม่) แทนการใช้ยาต้านจุลชีพในการจัดการ โรคกรีนนิ่งในส้ม

    (4) ภาคสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน มีโครงการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในโรงพยาบาลสัตว์ โดยผนวก การเรียนการสอนเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเข้าในมาตรฐานของสถานพยาบาลสัตว์ที่เป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาสัตวแพทย์ และจัดทำคู่มือหลักการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์เลี้ยง รวมทั้งมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับหลักสูตร สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต เพื่อศึกษาสถานการณ์และเพื่อติดตามความก้าวหน้าการจัดการเรียนการสอนการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต

  • ยุทธศาสตร์ที่ 5
    การส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยา และ ความตระหนักด้าน การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน

    ก่อนมีแผนยุทธศาสตร์ฯ ประเทศไทยมีกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม เป็นระยะๆ แต่ขาดความต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2550 การดำเนินงานด้านนี้มีความต่อเนื่องมากขึ้น แต่ยังขาดการบริหารจัดการ ในระดับประเทศจึงทำให้ทิศทางการทำงานของหน่วยงานต่างๆ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจน
    หลังมีแผนยุทธศาสตร์ฯ มีการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านที่สำคัญ คือ

    (1) มีโครงสร้างการประสานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ ภาคการส่งเสริมสุขภาพ และภาคประชาสังคม พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนการสื่อสารเพื่อ ส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพแก่ประชาชน พ.ศ. 2562-2564

    (2) มีการประเมินและ ติดตามความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมของประชาชนในภาพรวมของประเทศ ผ่านการสำรวจอนามัยและสวัสดิการในปี 2560 ทำให้ทราบสถานการณ์ด้านนี้ของประเทศไทย

    (3) หน่วยงานต่างๆ มีการ วางกลยุทธ์ในการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนได้อย่างสอดคล้องกันและเป็นระบบมากขึ้น เช่น การใช้กลยุทธ์ผ่านสื่อบุคคล (ground war) ในการบรรจุความรู้เรื่องนี้เข้าในหลักสูตรและกิจกรรมของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขซึ่งมีกว่า 1.04 ล้านคน ทั่วประเทศ ควบคู่กับกลยุทธ์สื่อกระแสหลัก (air war) เช่น การรณรงค์ผ่าน social media และสื่อโทรทัศน์ที่ประชาชนทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงได้

  • ยุทธศาสตร์ที่ 6
    การบริหารและพัฒนากลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนงาน ด้านการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างยั่งยืน

    ก่อนมีแผนยุทธศาสตร์ฯ ประเทศไทยมีการดำเนินงานด้าน AMR ภายใต้กฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ซึ่งมี คณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ/คณะทำงานซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นจำนวนมาก โดยไม่มีกลไกกลางในระดับประเทศเพื่อประสานการ ทำงาน และบูรณาการคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ/คณะทำงานและหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน
    หลังมีแผนยุทธศาสตร์ฯ มีการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านที่สำคัญ คือ

    (1) มีการยกระดับงาน AMR ของประเทศไทยให้เป็นนโยบายของ ฝ่ายการเมือง และมีคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งภายใต้เป็นกลไกระดับประเทศ เพื่ออำนวยการการทำงานร่วมของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ

    (2) เกิดการทำงานร่วมระหว่างกระทรวงและหน่วยงานภายใต้ แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ และเกิดทีมแกนประสานยุทธศาสตร์เพื่อร่วมแก้ปัญหา และหนุนเสริม การทำงานทั้งในและบทบาทด้านการต่างประเทศของประเทศไทยในประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพ

    (3) มีแผนงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็น scientific platform ที่สำคัญ ในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ และพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ (รายละเอียดในบทที่ 10)

    การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ในช่วงครึ่งแผน (มกราคม 2560 – ตุลาคม 2562) ให้ความสำคัญกับการแก้ไขจุดอ่อนที่สำคัญของการดำเนินงาน AMR ของประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา โดยเริ่ม จากการยกระดับประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพขึ้นเป็นนโยบายของฝ่ายการเมือง จึงช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง และต่างหน่วยงานภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว พร้อมทั้งพัฒนากลไกระดับประเทศในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ 1–6 และ จัดกระบวนทัพการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุน เพื่อพัฒนาระบบใหม่ที่จำเป็น และพัฒนาสมรรถนะของระบบเดิมที่มีอยู่เพื่อขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลงาน AMR ของประเทศ ในระยะยาว เพื่อให้ระบบจัดการ AMR ของประเทศมีความยั่งยืน ตั้งอยู่บนรากฐานทางวิชาการที่มั่นคง สามารถให้ข้อมูลที่จำเป็น ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย และรองรับการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพมีความยากและซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงต้องการความต่อเนื่องในการ ดำเนินการในการแก้ปัญหา ดังนั้น ความท้าทายที่สำคัญ คือ การธำรงไว้ซึ่งความมุ่งมั่นทางการเมือง การธำรงไว้ซึ่งภาวะผู้นำ ด้านการบริหารและด้านวิชาการ รวมทั้ง การขยายและคงไว้ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชา สังคมภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ